2007/May/07

ก่อนอื่นอาจจะมีซำๆกันบ้างต้องขออภัยค่ะ.....แนะนำให้เริ่มอ่านใหม่ตั้งแต่ต้นจะดีค่ะ(อันไหนที่เพิ่งมาใหม่จะทำตัวหนาให้ละกันค่ะไม่ต้องอ่านใหม่หรอกเนาะ)

กามิกาเซ (ลมสวรรค์) อากาศยานพลีชีพ


ศัพท์คำนี้ในปัจจุบันหมายถึงยุทธวิธีพลีชีพ เช่น ในเหตุการณ์ 9/11 ที่สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

ญี่ปุ่นใช้ยุทธวิธีพลีชีพด้วยฝูงบินกามิกาเซนี้ในช่วงที่กองทัพญี่ปุ่นบุกฟิลิปปินส์ในปี ค.ศ. 1944 เพื่อหยุดยั้งการบุกของกองทัพเรือฝ่ายสัมพันธมิตร และที่เมืองโอกินาวา ในช่วงปี ค.ศ. 1946 นับจากนั้นยุทธวิธีพลีชีพกามิกาเซก็ยังคงดำเนินอยู่ต่อไปจนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง การพลีชีพของนักบินกามิกาเซถือเป็นการตายอย่างมีเกียรติเพื่อองค์จักรพรรดิและประเทศของพวกเขา ตลอดช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นักบินกามิกาเซมากกว่า 300 คนได้สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้กับกองทัพเรือ สหรัฐอเมริกา จะเห็นว่า ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ญีปุ่นระดมใช้เครื่องบินรบเกือบทุกประเภท เป็นเครื่องบินพลีชีพเพื่อหยุดยั้งกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา

เครื่องบิน Oka kamikaze หนึ่งในอากาศยานที่ฝูงบินกามิกาเซใช้เป็นอากาศยานพลีชีพ


คำว่ากามิกาเซ่ มาจากคำสองคำต่อกัน คือ
kami หมายถึง พระเจ้า (god) และ kaze หมายถึง ลม (wind) รวมกันมีความหมายว่า ลมแห่งสวรรค์ หรือ divine wind ในภาษาอังกฤษ และยังหมายถึงลมสลาตัน ( typhoon) ซึ่งช่วยให้ญี่ปุ่นรอดพ้นจากการรุกรานจากกองทัพมองโกลภายใต้การนำของกุบไลข่าน เมื่อปี 1281 อย่างไรก็ตาม คำว่า กามิกาเซ่ในภาษาญี่ปุ่น ถูกนำมาใช้เรียกลมสลาตัน และนำมาใช้เป็นชื่อฝูงบินและนักบินกามิกาเซ่ เท่านั้น ต่างไปจากในภาษาอังกฤษ ที่ชาวตะวันตกนำคำๆนี้มาใช้เรียก การโจมตีแบบพลีชีพ (suicide attacks) ในหลายรูปแบบอย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา เช่น Selbstopfer ของนาซีเยอรมันนี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง, กลุ่มก่อการร้ายพลีชีพ ซึ่งจี้เครื่องบินถล่มสถานที่สำคัญของอเมริกา เมื่อ 11 กันยายน ปี 2001 และ มือระเบิดพลีชีพชาวปาเลสไตน์ซึ่งโจมตีชาวอิสราเอล เป็นต้น โดยมีที่มาจากลักษณะการโจมตีแบบพลีชีพของฝูงบินกามิกาเซ่ ของญี่ปุ่นดังกล่าว


ปฏิบัติการณ์ของฝูงบินกามิกาเซ่ นับได้ว่าเป็นการรบทางอากาศที่มีอิทธิพลและเป็นที่รู้จักมากกว่าการรบทางอากาศรูปแบบอื่นๆของญีปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กามิกาเซ่ใช้นักบิน รวมไปถึงทหารบนเครื่องถือวัตถุระเบิด และลูกเรือ หน่วยทหารที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ มีชื่อเรียกเป็นภาษาญีปุ่น ว่า
"โทคูเบตสุ โคกิคิ ไท" แปลว่า หน่วยโจมตีพิเศษ (special attack unit)


หลังจาก ญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพสหรัฐฯที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ จนเสียหายยับเยินในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 และเข้ายึดครองหมู่เกาะของฟิลิปปินส์ จนนายพล แม็คอาร์เธอร์ ต้องเตลิดหนีไป แต่ไม่ก่อนที่จะฝากวาจาอมตะไว้ว่า "ข้าจะกลับมา (I SHALL RETURN)"

หน่วยโจมตีพิเศษกามิกาเซ่**หน่วยแรกของญี่ปุ่น



กำเนิดของหน่วยกามิกาเซ่ หน่วยแรก เริ่มต้นเมื่อ นาวาโท อะไซกิ ทาไม อาจารย์สอนการบินทหารเรือ ได้สอบถามนักเรียนการบินที่มีพรสวรรค์ของเขาว่ามีใครสนใจจะเข้าร่วมในกองกำลังโจมตีพิเศษ (special attack force) บ้าง นักเรียนทั้งหมดตกลงที่จะเข้าร่วมการปฏิบัติการณ์ครั้งนี้ หลังจากนั้น นาวาโท ทาไม ขอให้ เรือโท เซกิ ยูคิโอะ เป็นผู้บังคับกองกำลังพิเศษนี้ เซกิหลบตาลงต่ำและครุ่นคิดอยู่ประมาณ 10 วินาที จึงกล่าวต่อ นาวาโท ทาไม ว่า โปรดให้ผมได้ทำหน้าที่นี้ด้วย เรือโทเซกิ นับเป็นนักบินพลีชีพกามิกาเซ่ลำดับที่ 24 ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมหน่วย

หน่วยโจมตีพิเศษกามิกาเซ่นี้ มี 4 หน่วยย่อย คือ หน่วยชิคิชิมา (Shikishima), หน่วยยามาโตะ (Yamato), หน่วยอาซาฮิ (Asahi) และ หน่วยยามาซาคูรา (yamazakura) ชื่อของหน่วยย่อยเหล่านี้ นำมาจากบทกวีเกี่ยวกับความรักชาติ ซึ่งประพันธ์โดยนักปราชญ์ยุคคลาสสิกของญี่ปุ่น ชื่อ โมโตริ โนรินากะ บทกวีบทดังกล่าวมีใจความดังนี้:If someone asks*about*the*Yamamoto(Japanese)*spirit*of*Shiki*Shima(Japan)*It*is*the*fiowers*of*ymazakura(mountain*cherry*blossom)*that*are*fragrant*in*the*Asahi(Rising*sun)การโจมตีครั้งแรกของฝูงบินกามิกาเซ่

มีแหล่งข้อมูลอย่างน้อย 1 แหล่ง อ้างถึงการโจมตีครั้งแรกของฝูงบินกามิกาเซ่ในสงครามโลกครั้งที่สอง ว่า คือการโจมตี เรือรบสหรัฐสองลำ ชื่อ เรือ USS Indiana และ USS Reno เมื่อกลางปี 1944 (ดูข้อมูลได้จากเว็บไซด์
http://www.ww2pacific.com/suicide.html) แต่อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานเพียงน้อยนิดที่สนับสนุนว่าการพุ่งชนเรือรบอเมริกันของเครื่องบินญีปุ่นครั้งนี้ เป็นการจงใจและติดระเบิดมากับเครื่องบิน ไม่ใช่อุบัติเหตุจากการรบซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอในสงครามระหว่างเรือและเครื่องบินรบ (เครื่องบินรบถูกปืนเรือยิง หรือเสียการทรงตัว ตกใส่ตัวเรือและเกิดการลุกไหม้เป็นต้น)
หลักฐานเกี่ยวกับการโจมตีครั้งแรกของกามิกาเซ่ ที่เชื่อถือได้ จากรายงานโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งเป็นที่ยอมรับของหลายๆฝ่าย คือ การโจมตี เรือลาดตระเวนหนักของออสเตรเลีย ชื่อ HMAS Australia เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ค.ศ. 1944 อย่างไรก็ตามการโจมตีครั้งนี้ไม่ได้มาจากเครื่องบินกามิกาเซ่ของหน่วยโจมตีพิเศษ (special attack unit) ภายใต้การนำของ นาวาโท ทาไม แต่เป็นการปฏิบัติการของนักบินญี่ปุ่นไม่ทราบนาม
เรือ HMAS Australia ซึ่งเป็นเรือธงของกองทัพเรือออสเตรเลีย ถูกเครื่องบินญี่ปุ่นบรรทุกระเบิดหนัก 200 กิโลกรัม (หรือ 441 ปอนด์) พุ่งเข้าชนกลางทะเล นอกเกาะ Leyte เครื่องบินลำนี้ปะทะเข้ากับ ส่วน โครงสร้างเหนือดาดฟ้าใหญ่ของเรือ หรือ superstructure ของเรือ เหนือสะพานเดินเรือ เกิดการระเบิด น้ำมันลุกไหม้และซากปรักหักพังกระจัดกระจายเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตามยังโชคดีที่ระเบิดหนัก 200 กิโลกรัมที่ติดมากับเครื่องบินไม่เกิดการระเบิด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เรือลำนี้จะต้องถูกทำลายลงแน่นอน มีทหารบนเรือ HMAS Australia เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้อย่างน้อย 30 นาย รวมผู้บังคับการเรือ คือ นาวาเอก Emile Dechaineux (ในภาพที่โพสข้างบนเมื่อช่วงบ่ายคะ) ในจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บ มี พลเรือจัตวา John Collins ผู้บังคับการกองกำลังออสเตรเลียรวมอยู่ด้วย

ครั้งแล้วทัพสหรัฐฯ ก็เริ่มตอบโต้ญี่ปุ่น การยุทธครั้งสำคัญ ที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ มีขึ้นที่เกาะ มิดเวย์ (MIDWAY) ซึ่งอยู่ห่างจากฮาวาย 1,000 ไมล์ เป็นยุทธภูมิที่แม่ทัพ อิโซโรกู ยามามาโต ของญี่ปุ่น หมายยึดไว้เป็นฐานทัพสำหรับ บุกขึ้นฝั่งแคลิฟอร์เนียของอเมริกันต่อไป ซึ่งสหรัฐฯ ก็ยอมรับไม่ได้เป็นอันขาด และผู้บัญชาการรบ ของฝ่ายสัมพันธมิตรในศึกนี้ก็คือ นายพล เชสเตอร์ ดับเบิลยู. นิมิตซ์


ทั้งสองฝ่ายทุ่มเทกำลังทั้งทางอากาศ และทางน้ำ เข้าห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด แต่แรกนั้นทางฝ่ายญี่ปุ่นทำท่าว่า จะกำชัยชนะไว้ในมือ หากทว่าโชคช่วยฝ่ายสหรัฐฯ ที่ฝูงบินทิ้งระเบิดสามารถ พบกองเรือบรรทุกเครื่องบินของญี่ปุ่น ในจังหวะที่กำลังเติมน้ำมันให้ฝูงบิน สำหรับออกรบในระลอกสอง สถานการณ์จึงพลิกกลับตรงกันข้าม


และศึกมิดเวย์ที่เปิดฉากในวันที่ 4 มิถุนายน 1942 นี้ ก็ยุติลงภายในเวลาแค่สองวัน ญี่ปุ่นสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำ เครื่องบินรบ 322 ลำ และทหาร 3,500 นาย ซึ่งรวมทั้งนักบินฝีมือดีจำนวนมาก นับเป็นครั้งแรก ในสงครามที่ญี่ปุ่นต้องตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำพ่ายแพ้ และต้องรีบปรับกลยุทธ์ใหม่ทันที เพื่อรับมือกับการบุกของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นญี่ปุ่นก็ต้องถอยร่น และถอนกำลังจากเกาะต่างๆ ที่เคยยึดครอง


ตลอดช่วงปี 1942 และ 1943 ทัพสหรัฐฯ เคลื่อนกำลังเข้าใกล้กรุงโตเกียวขึ้นทุกที


ญี่ปุ่นสู้สุดกำลังแบบสุนัขจนตรอก แม้กระทั่งนำเอาเหล็กจากซากเรือรบ ยามาโต ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็น ที่ภาคภูมิใจ มาใช้สำหรับสร้างเครื่องบินรบ แต่การขาดแคลนเครื่องบินนั้น ไม่ใช่ปัญหาเดียว การผลิตนักบินที่เชี่ยวชาญขึ้นมาแทน ก็ยังไม่อาจทำได้ทันกาลอีกด้วย อีกทั้งประสิทธิภาพของเครื่องบินซีโร ที่มิตซูบิชิสร้าง ซึ่งแต่แรกเคยครอบครองน่านฟ้าไว้ได้นั้น มาถึงบัดนี้ก็ตกเป็นรองเครื่องบินรุ่นใหม่ ของสหรัฐฯ ที่ทั้งบินได้สูงกว่าและเร็วกว่า


เหล่าเสนาธิการทหารของญี่ปุ่น ต้องประชุมเร่งระดม ความคิดในการตั้งรับการบุก ของสัมพันธมิตร และผู้ที่มีความเห็นโดดเด่นกว่าใครอื่น ก็คือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ นายพล ทากิจิโร โอนิชิ


โดยต่างจากสมัยนี้ที่การยิงจรวด หรือทิ้งระเบิดจะมีอุปกรณ์นำวิถี ที่ช่วยให้ปฏิบัติการได้อย่างแม่นยำ แต่ในครั้งกระโน้น การโจมตีทิ้งระเบิดหรือปล่อยตอร์ปิโด ต้องอาศัยโชคช่วยให้ถูกเป้าหมาย ซึ่งข้อนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับฝ่ายสัมพันธมิตรเพราะ มีอาวุธเหลือเฟือ ถล่มแบบปูพรมได้ แต่ญี่ปุ่นต้องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์อย่างประหยัด ระเบิดทุกลูกจะต้องถูกเป้าหมายอย่างได้ผล จะใช้การนำวิถีอย่างไรจึงจะแม่นยำถึงปานนั้น


และแล้วก็มีมติออกมาว่า หนึ่งเรือบิน : หนึ่งเรือรบ

ถล่มเรือรบข้าศึกด้วยเครื่องบิน ที่พลขับพลีชีพไปด้วยเสียเลย!!

แต่จะได้ผลจริงหรือไม่ต้องทดสอบดูก่อน


ผู้อาสาทดสอบคือ พลเรือตรี มาซาฟูมิ อาริมา และเป้าหมายได้แก่ เรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส แฟรงกลิน เมื่ออาริมาบินจู่โจมตรงรี่เข้ามานั้น บรรดาลูกเรือแฟรงกลินต่างก็จ้องมอง อย่างฉงนใจที่เห็นเครื่องบินข้าศึกใกล้เข้ามา... ใกล้เข้ามา พวกเขาคิดว่านักบินเสียชีวิตและ ไร้ผู้ควบคุมการบินหรือไร จึงดูเหมือนตั้งใจพุ่งเข้ามาหาเรืออย่างนั้น จนกระทั่งอาริมาพุ่งดิ่งโครมลงบนดาดฟ้าและเกิดการระเบิดกัมปนาทกลางลำเรือแฟรงกลิน


วันนั้นเป็นวันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ. 1944 คามิคาเซ่อันเป็นชื่อเทพเจ้า แห่งพายุที่เคยพัดกระหน่ำขับไล่ศัตรูของญี่ปุ่นมาหลายครา บัดนี้ได้ ถือกำเนิดขึ้นใหม่ในรูป ของนักบินผู้สละชีพ และนับจากนี้ไปอีก 10 เดือน พายุคามิคาเซ่นี้ ก็จะกระหน่ำเข้าใส่กองทัพของสหรัฐฯ อย่างไม่หยุดยั้ง สร้างความเสียหาย ให้อย่างเหลือคณานับ


กองบินคามิคาเซ่หมู่แรกจุติขึ้น ในเดือนตุลาคมนั้นเอง ณ ฐานทัพคลาร์คแอร์เบสบนเกาะ ของฟิลิปปินส์ที่ญี่ปุ่นยังครองอยู่ โอนิชิเรียกระดมอาสาสมัครชุดแรก ที่ยังเป็นโสดไร้ลูกเมีย


"บัดนี้ประเทศญี่ปุ่นของท่านตกอยู่ ในอันตรายใหญ่หลวง ข้าพเจ้าในฐานะตัวแทน ของพี่น้องนับร้อยล้าน ของท่าน ขอให้ท่าน ยอมสละชีพ และอธิษฐานเพื่อความสำเร็จ..."


ทหารที่เข้าประชุมทั้งหมด ล้วนอาสาสมัครในทันที!


ปฏิบัติการฝูงบินคามิคาเซ่หนแรก เริ่มขึ้นในวันที่ 22 ตุลาคม ในการศึก ณ อ่าวเลย์เต สร้างความตกตะลึงพรึงเพริด ให้แก่เหล่านักรบอเมริกันอย่างยิ่ง แรกนั้นพวกเขานึกว่าเครื่องบินข้าศึก เครื่องยนต์ขัดข้อง แต่เมื่อการบินโจมตี อย่างไม่คำนึงถึง ชีวิตเพิ่มขึ้นทุกขณะ พวกเขาจึงเริ่มตระหนักว่า ได้เผชิญกับสิ่งใด


"มันบินใกล้เสียจนผมเห็นหมวก และแว่นของนักบินถนัดตา" ทหารคนหนึ่ง บนเรือรบยูเอสเอสปรินซต